การเติบโตของค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่กลายเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลก ในอดีต ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและผันผวนตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2026 เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างออกไป เมื่อเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่ฐานการผลิตใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และเม็กซิโกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเหล่านี้เริ่มมีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่กระแสเงินร้อน (Hot Money) ในตลาดทุน เพื่อให้บทเกริ่นนำของคุณดูเป็นมืออาชีพ มีน้ำหนัก และน่าติดตามมากขึ้น ผมได้เตรียมเนื้อหาเพิ่มเติมที่เน้นไปที่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” (Structural Shift) เพื่อสะท้อนภาพว่าทำไมค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้ถึงไม่ได้ขยับตามโชคชะตา แต่ขยับตามอำนาจต่อรองที่เปลี่ยนไป หากทศวรรษที่ผ่านมาคือยุคของ “โลกาภิวัตน์แบบรวมศูนย์” (Hyper-globalization) ที่ทุกอย่างมุ่งเน้นไปที่การผลิตในแหล่งที่ถูกที่สุดเพียงแห่งเดียว ปี 2026 คือจุดเริ่มต้นของยุค “โลกาภิวัตน์แบบกระจายศูนย์” (Decentralized Globalization) อย่างแท้จริง การผงาดขึ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) ในฐานะ “โรงงานแห่งใหม่ของโลก” ไม่ได้เป็นเพียงการย้ายที่ตั้งเครื่องจักร แต่มันคือการ “ปรับสมดุลอำนาจทางการเงินโลก“ เมื่อประเทศอย่างไทย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม เริ่มสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศผ่านรายได้จากการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (High-value Exports) มากกว่าเพียงแค่สินค้าเกษตรหรือแรงงานราคาถูกเหมือนในอดีต
สารบัญ
ทำไมสิ่งนี้ถึงสำคัญต่อค่าเงิน?
การเติบโตของค่าเงิน “ในโลกการเงินยุคใหม่ ค่าเงินไม่ได้สะท้อนแค่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป แต่มันคือ ‘ดัชนีความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิต’ เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกขาดกลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ได้ ค่าเงินท้องถิ่นจึงได้รับ ‘ค่าพรีเมียมด้านความมั่นคง’ (Stability Premium) ที่ทำให้นักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว”

เหตุผลหลัก 4 ประการที่อธิบายว่าทำไมสถานะ “โรงงานโลก” ถึงทำให้ค่าเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
1. ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล (Trade Surplus & Real Demand)
เมื่อประเทศกลายเป็นฐานการผลิต สินค้าที่ผลิตได้จะถูกส่งออกไปยังทั่วโลก
- ความต้องการเงินตราท้องถิ่น: เมื่อคู่ค้าต่างชาติซื้อสินค้าจากบริษัทในไทยหรือเวียดนาม พวกเขาต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์) มาเป็นเงินท้องถิ่น (บาท หรือ ดอง) เพื่อชำระค่าสินค้าและค่าแรง
- ผลลัพธ์: แรงซื้อเงินท้องถิ่นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาคการค้าจริง (Real Sector) เป็นฐานรองรับที่แข็งแกร่งกว่าเงินลงทุนในตลาดหุ้นที่เข้าเร็วออกเร็วครับ
2. เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI: Sticky Money)
การสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์หรือฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เรื่องที่จะย้ายหนีกันได้ในวันเดียว
- ความเชื่อมั่นระยะยาว: นักลงทุนข้ามชาติ (MNCs) ต้องนำเงินมาแลกเป็นเงินท้องถิ่นเพื่อก่อสร้าง ซื้อเครื่องจักร และจ้างงาน เม็ดเงินเหล่านี้เรียกว่า “Sticky Money” เพราะมันจะฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจนานนับสิบปี
- เสถียรภาพ: การไหลเข้าของ FDI ปริมาณมากช่วยสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารกลางมี “กระสุน” เพียงพอในการดูแลเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้ผันผวนจนเกินไป
3. การเพิ่มขึ้นของ Productivity (อำนาจซื้อที่แท้จริง)
การเป็นฐานการผลิตใหม่มักมาพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
- มูลค่าเพิ่ม (Value-Added): เมื่อแรงงานมีทักษะสูงขึ้นและผลิตสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น (เช่น จากเย็บผ้าเป็นประกอบชิป AI) รายได้ของประชากรจะเพิ่มขึ้น
- ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์: ค่าเงินในระยะยาวมักจะสะท้อนถึง ผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศนั้นๆ ประเทศที่ผลิตของเก่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ค่าเงินย่อมมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามธรรมชาติ
4. การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (Local Currency Settlement)
ในปี 2026 เทรนด์การค้าขายด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (LCS) มาแรงมาก
- ลดความเสี่ยง: เมื่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ค้าขายกันเอง (เช่น ไทย-มาเลเซีย หรือ อินเดีย-อาเซียน) โดยใช้เงินบาทหรือรูปีแทนดอลลาร์ ความต้องการถือครองเงินท้องถิ่นเพื่อใช้เป็น “เงินสำรอง” และ “สื่อกลางแลกเปลี่ยน” ก็เพิ่มสูงขึ้น
- อิสระทางการเงิน: ลดการพึ่งพานโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้ค่าเงินมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ถูกลากไปตามกระแสโลกเพียงอย่างเดียว
การเติบโตของค่าเงิน ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินในปี 2026
1. แรงบวก: ปัจจัยที่หนุนให้เศรษฐกิจเติบโต
- การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางโลก: หลังจากต่อสู้กับเงินเฟ้อมานาน ปี 2026 คือปีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และยุโรป (ECB) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างชัดเจน (คาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจลงไปแตะระดับ 3.5%) สิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุนทั่วโลก
- AI Productivity Boom: เทคโนโลยี AI เริ่มส่งผลต่อ “ตัวเลขกำไร” ของบริษัทจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่แค่กระแส แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing) ส่งผลให้ GDP โลกขยายตัวได้ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ
- การย้ายฐานการผลิต (Nearshoring/Friend-shoring): ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนโดยตรง (FDI) ที่ไหลเข้ามาสร้างโรงงานใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจีน
2. แรงกดดัน: ความเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุด
- Geopolitics & Trade War: ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs) ที่อาจถูกนำกลับมาใช้เข้มข้นขึ้นหลังการเลือกตั้งในสหรัฐฯ สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้น
- วิกฤตหนี้สาธารณะ (Fiscal Stress): หลายประเทศมีระดับหนี้สาธารณะที่สูงเป็นประวัติการณ์จากการอัดฉีดงบประมาณในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากเศรษฐกิจไม่โตตามคาด ความกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้หรือการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จะกลับมาเป็นประเด็นใหญ่
- สงครามและราคาพลังงาน: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัย “Wildcard” ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก
การเติบโตของค่าเงิน “ผลกระทบต่อธุรกิจส่งออก” และ “ทิศทางราคาทองคำ”
1. ผลกระทบต่อธุรกิจส่งออก: “ดาบสองคม” ของค่าเงิน
ในปี 2026 เมื่อค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง และเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้ากลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ผู้ส่งออกจะเจอความท้าทายดังนี้
- กำไรที่ลดลงเมื่อแลกกลับเป็นบาท: สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ เมื่อบาทแข็งค่า (เช่น จาก 35 บาท เหลือ 32 บาทต่อดอลลาร์) รายได้ในรูปเงินบาทจะหายไปทันทีประมาณ 8-10% แม้จะขายของได้เท่าเดิม
- การแข่งขันด้านราคา: หากคู่แข่งอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซียมีค่าเงินที่อ่อนกว่า สินค้าไทยจะดู “แพงขึ้น” ในสายตาชาวโลกทันที
- ทางรอด: ผู้ส่งออกในปีนี้ต้องหันมาทำ FX Hedging (การประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน) อย่างจริงจัง และเปลี่ยนจากการขาย “ของถูก” เป็นการขาย “ของที่มีนวัตกรรม” (High Value) เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น
2. ทิศทางราคาทองคำ: “หลุมหลบภัย” ในยุคแบ่งขั้ว
ทองคำในปี 2026 ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ “ต้องมีติดพอร์ต” ด้วยเหตุผล
- ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: ตราบใดที่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจยังไม่จบ ทองคำจะถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เสมอ
- ธนาคารกลางแห่ซื้อสะสม: เราเห็นเทรนด์ธนาคารกลางหลายประเทศ (โดยเฉพาะกลุ่ม BRICS) ลดการถือครองดอลลาร์และหันไปเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้สกุลเงินตัวเอง
- ดอกเบี้ยขาลง: ตามสถิติแล้ว เมื่อดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง ทองคำมักจะทำราคาได้ดี เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำลดลงเมื่อเทียบกับการฝากเงิน

“คัมภีร์ตั้งรับและรุก” ทั้งแผนธุรกิจและแนวโน้มทองคำ
1. ร่างแผนรับมือความผันผวนสำหรับธุรกิจ (SME & Exporters)
ในสภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าและเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว แผนที่ควรทำคือ
- Natural Hedge (การป้องกันความเสี่ยงธรรมชาติ): หากคุณเป็นผู้ส่งออก ให้พยายามหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ด้วย เพื่อให้รายจ่าย (ดอลลาร์) และรายได้ (ดอลลาร์) หักลบกันเอง ช่วยลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ผันผวน
- ปรับการชำระเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่น (LCS): หากค้าขายในอาเซียน หรือจีน ให้พยายามตกลงใช้ บาท/หยวน หรือ บาท/ริงกิต แทนการใช้ดอลลาร์เป็นตัวกลาง เพื่อลดค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนและลดความเสี่ยงจากนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ
- ใช้จังหวะนี้ “อัปเกรด” ธุรกิจ: เมื่อบาทแข็ง การนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี หรือซอฟต์แวร์ AI จากต่างประเทศจะมีราคาถูกลงมาก นี่คือเวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
2. วิเคราะห์ราคาทองคำปี 2026 (แนวรับ-แนวต้าน)
ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลงและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำมักจะมีทิศทาง
- มุมมองภาพรวม: ทองคำยังคงอยู่ใน “ขาขึ้นเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ (De-dollarization)
- แนวรับสำคัญ (Support): หากราคามีการย่อตัวจากการขายทำกำไร มักจะมีแรงซื้อคืนมหาศาลที่ระดับจิตวิทยาสำคัญ (เช่น หากคิดเป็นราคาไทยอาจอยู่ในช่วง 40,000 – 41,500 บาท)
- แนวต้านสำคัญ (Resistance): หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้น หรือสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยแรงกว่าคาด มีโอกาสที่ราคาทองคำจะทดสอบจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้ต่อเนื่อง
3. สรุป Check-list สำหรับคุณในเดือนนี้
- สำหรับเงินเย็น: ทยอยสะสมทองคำเมื่อมีจังหวะย่อตัว (มองเป็นการประกันความเสี่ยง ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น)
- สำหรับธุรกิจ: ตรวจสอบสัญญาซื้อขายต่างประเทศ หากมีรายรับเป็นดอลลาร์จำนวนมาก ควรปรึกษาธนาคารเพื่อทำ Forward Contract (ล็อกเรตล่วงหน้า)
- สำหรับการลงทุน: พิจารณาหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็ง เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า (ที่มีหนี้เป็นดอลลาร์จะลดลง) หรือ กลุ่มสายการบิน/นำเข้า
การเติบโตของค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
1. ปัจจัยหนุน: ทำไมค่าเงิน EM ถึงได้รับความสนใจในปี 2026?
จากข้อมูลล่าสุดในปีนี้ นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่เข้าสู่ปี 2026 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง (Strong Footing) กว่าทศวรรษที่ผ่านมา
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Real Yields): แม้ธนาคารกลางโลกจะเริ่มลดดอกเบี้ย แต่หลายประเทศในกลุ่ม EM ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในระดับสูง ทำให้พันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Bonds) มีความน่าสนใจมากในสายตานักลงทุนต่างชาติ
- ดุลการชำระเงินที่สมดุลมากขึ้น: ประเทศอย่างไทย มาเลเซีย และอินเดีย มีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจากการเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยี (เช่น Semiconductor และ AI Packaging) ทำให้ค่าเงินมีความผันผวนลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์
- การกระจายตัวของเงินเฟ้อ: ในปี 2026 เงินเฟ้อในกลุ่ม EM มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วบางแห่ง เนื่องจากปัจจัยด้านราคาอาหารและพลังงานเริ่มทรงตัว ส่งผลให้ค่าเงินมีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ที่มั่นคงขึ้น
2. ผลกระทบจากการ “ย้ายฐานการผลิต” ต่อค่าเงิน
การเปลี่ยนโมเดลจาก “การเน้นต้นทุนถูก” ไปเป็น “เน้นความยืดหยุ่น (Resilience)” ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน
- จาก Currency Volatility สู่ Currency Stability: ในอดีตค่าเงิน EM มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Asset) แต่ในปี 2026 การที่มีโรงงานระดับโลกมาตั้งฐานถาวร (Sticky FDI) ทำให้เงินทุนไหลออกยากขึ้น ค่าเงินจึงมีเสถียรภาพมากขึ้น (Structural Resilience)
- Regional Hubs Effect: ประเทศที่วางตัวเป็น Hub เช่น เม็กซิโก (ใกล้สหรัฐฯ) หรือ มาเลเซียและไทย (ศูนย์กลาง AI/EV ของภูมิภาค) จะเห็นค่าเงินมีความเป็นอิสระจากดัชนีดอลลาร์ (US Dollar Index) มากขึ้น เพราะมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง
3.ความท้าทายที่ต้องติดตาม (The Downside)
แม้ภาพรวมจะดูดี แต่ยังมีปัจจัยที่อาจสั่นคลอนค่าเงินเหล่านี้ได้
- นโยบายภาษี (Tariffs): ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจากสหรัฐฯ (โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง) อาจทำให้ค่าเงินของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงมีความผันผวนชั่วคราว
- วิกฤตหนี้ในประเทศ: ประเทศที่กู้ยืมเงินต่างประเทศสูง (Hard Currency Debt) ยังคงต้องระวังหากดอลลาร์กลับมาแข็งค่าฉับพลัน
สรุปภาพรวม: ปี 2026 คือปีที่ค่าเงิน EM จะเริ่มทำหน้าที่เป็น “Safe Haven” ทางเลือกใหม่ นักลงทุนจะลดการเกาะติดดอลลาร์และกระจายเงินมายังสกุลเงินที่ “ผลิตสินค้าสำคัญให้โลก” มากยิ่งขึ้น
หุ้นกลุ่มไหนในไทยที่ได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า
1. กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Technology & Digital Infrastructure)
ถือเป็นกลุ่มที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026 เนื่องจากไทยก้าวขึ้นมาเป็น Hub ของภูมิภาคในด้าน Data Center และ Cloud Computing
- ทำไมต่างชาติถึงซื้อ: บริษัทระดับโลก (เช่น Google, Microsoft, AWS) เข้ามาลงทุนมหาศาล ทำให้หุ้นกลุ่มที่ทำ Data Center, วางระบบโครงข่าย และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้รับอานิสงส์โดยตรง
- ตัวอย่างหุ้น: หุ้นในกลุ่มสื่อสารที่ผันตัวมาทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับ AI
2. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estates)
ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากเทรนด์ “China Plus One” หรือการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน
- ทำไมต่างชาติถึงซื้อ: ยอดขายที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากการเข้ามาของโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
- ตัวอย่างหุ้น: ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่มีพื้นที่รองรับนักลงทุนต่างชาติในแถบ EEC
3. กลุ่มธนาคาร (Banking)
เป็นกลุ่ม “ด่านแรก” ที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าเมื่อมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว
- ทำไมต่างชาติถึงซื้อ: หุ้นธนาคารมีขนาดใหญ่ (Market Cap สูง) และสภาพคล่องสูงมาก เหมาะกับการพักเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งในปี 2026 นี้ ธนาคารหลายแห่งมีการจ่ายปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่จูงใจ (ประมาณ 5-6%)
- ตัวอย่างหุ้น: ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เน้นสินเชื่อธุรกิจและมีการปรับตัวสู่ Digital Banking
4. กลุ่มพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
สอดคล้องกับมาตรฐานโลกเรื่อง ESG และ CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน) ที่เริ่มบังคับใช้เข้มข้นในปี 2026
- ทำไมต่างชาติถึงซื้อ: กองทุนระดับโลกมักมีข้อกำหนดต้องลงทุนในหุ้นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทพลังงานไทยที่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็ว จึงเป็นเป้าหมายหลัก
- ตัวอย่างหุ้น: ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และผู้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage)
5. กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare & Wellness)
ไทยยังคงรักษาตำแหน่ง “Medical Hub” ของโลกได้อย่างเหนียวแน่น
- ทำไมต่างชาติถึงซื้อ: รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติพุ่งสูงขึ้นหลังการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ และความต้องการบริการเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ที่เพิ่มขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ
- ตัวอย่างหุ้น: กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าต่างชาติและเน้นการรักษาโรคซับซ้อน


