​ก้าวล้ำไปอีกขั้น! ส่อง 3 เทคโนโลยีฝีมือคนไทย ที่กำลังเปลี่ยนโลกและยกระดับชีวิตเรา ​เมื่อพูดถึง “นวัตกรรมระดับโลก” หลายคนมักจะนึกถึงเทคโนโลยีจากฝั่งซิลิคอนวัลเลย์ ยุโรป หรือมหาอำนาจในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น แต่รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบัน บริบทเดิม ๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ฐานประชากรผู้ใช้งานหรือโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) อีกต่อไป แต่เหล่านักวิจัย วิศวกร และสตาร์ตอัปไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่สามารถแก้ไขปัญหาระดับสากลได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือ 3 เทคโนโลยีสุดล้ำฝีมือคนไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสมองของคนไทย “ไม่แพ้ใครในโลก” และกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สารบัญ

3 เทคโนโลยีสุดล้ำฝีมือคนไทย

1. รถวีลแชร์เดินได้ (Exoskeleton Wheelchair) – พลิกโฉมอิสระการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย

เทคโนโลยีฝีมือคนไทย​ หนึ่งในนวัตกรรมด้านการแพทย์ (MedTech) ที่สร้างเสียงฮือฮาและเพิ่งคว้ารางวัลระดับประเทศมาครอง คือผลงานการคิดค้นของทีมวิศวกรจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้พัฒนา “วีลแชร์เดินได้” ขับเคลื่อนด้วยระบบแบตเตอรี่

  • ปัญหาที่พบ: ผู้พิการหรือผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนที่ต้องใช้วีลแชร์แบบเดิม มักจะประสบปัญหาเมื่อต้องเจอพื้นที่ต่างระดับ ขั้นบันได หรือขอบทางเท้าในเมืองใหญ่
  • วิธีแก้สุดล้ำ: อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกออกแบบให้เป็น “โครงสร้างหุ่นยนต์สวมใส่ภายนอก” (Exoskeleton) ยึดติดกับช่วงสะโพก ขา และข้อเท้าของผู้ใช้งาน ทำงานประสานกันอย่างชาญฉลาด ร่วมกับล้อขับเคลื่อนขนาดเล็กที่ออกแบบพิเศษ
  • ผลลัพธ์ยกระดับชีวิต: นวัตกรรมนี้ช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ทำให้ผู้ป่วยสามารถพยุงตัวขึ้นยืน เดิน หรือก้าวข้ามสิ่งกีดขวางในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจและคืนอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้พวกเขากลับมาใกล้เคียงกับคนปกติอีกครั้ง

​2. แพลตฟอร์ม AI สัญชาติไทย – ยึดพื้นที่ความปลอดภัยและโมเดลภาษาแห่งอนาคต

​เทคโนโลยีฝีมือคนไทย ในยุคที่ AI กลายมาเป็นผู้ช่วยข้างกายในทุกอุตสาหกรรม กลุ่มนักพัฒนาและองค์กรในไทย (เช่น โครงการความร่วมมือ AI Thailand Hub และกลุ่มสตาร์ตอัป Deep Tech) ได้ร่วมกันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจบริบทเฉพาะทาง เพื่อไม่ให้ไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 100%

  • ปัญหาที่พบ: โมเดล AI ระดับโลกมักไม่เข้าใจภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง (เช่น คำแสลง ประชดประชัน หรือบริบททางวัฒนธรรม) และยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ของข้อมูลองค์กร
  • วิธีแก้สุดล้ำ: คนไทยได้พัฒนา OpenThaiGPT และระบบ Multi-Agent AI ของตัวเองขึ้นมา รวมถึงระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Post-Quantum Cryptography (การเข้ารหัสลับที่ป้องกันการเจาะระบบจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม) เพื่อปกป้องฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
  • ผลลัพธ์ยกระดับชีวิต: ภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐของไทย สามารถใช้ AI ที่มีความแม่นยำสูงในการวิเคราะห์ข้อมูล สื่อสารกับประชาชน และรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลออกนอกประเทศ

​3. Nicha Climate Tech – เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะกู้โลกจากวิกฤตคาร์บอน

​เมื่อเทรนด์โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) สตาร์ตอัปไทยด้านเทคโนโลยีเชิงลึกอย่าง Nicha Climate Tech (หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัล Best Performance Deep Tech Startup) จึงได้ก้าวเข้ามาเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรดั้งเดิมของไทยให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำ

  • ปัญหาที่พบ: ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และเกษตรกรไทยมักจะได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนจนทำให้ผลผลิตเสียหาย
  • วิธีแก้สุดล้ำ: การผสมผสานระบบเซนเซอร์ IoT, โดรนการเกษตร และ AI พยากรณ์อากาศความแม่นยำสูง เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และคาดการณ์เวลาเก็บเกี่ยวได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งมีระบบคำนวณและลดการปล่อยคาร์บอนในดิน
  • ผลลัพธ์ยกระดับชีวิต: ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ชาวนาชาวไร่แบบจับต้องได้ แต่เทคโนโลยีนี้ยังช่วยสร้าง “คาร์บอนเครดิต” ที่สามารถนำไปซื้อขายในตลาดโลก เปลี่ยนภาคการเกษตรไทยให้กลายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมกลุ่มนี้กำลังได้รับการผลักดันให้ไปลุยตลาดสากลอย่างประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

เมื่อ “นวัตกรรมไทย” กำลังขับเคลื่อนอนาคต

เทคโนโลยีฝีมือคนไทย​เทคโนโลยีทั้ง 3 ตัวนี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า “เทคโนโลยีฝีมือคนไทย” เดินหน้าไปไกลกว่าที่เราคิด จากอดีตที่เราเคยเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี วันนี้เรากำลังสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งออกไปแก้ปัญหาระดับโลก ทั้งในมิติสุขภาพ ดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม

​สิ่งที่นวัตกรรมเหล่านี้ต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่คำชื่นชม แต่คือ “การสนับสนุนจากคนไทยด้วยกัน” ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และผู้บริโภค เพื่อให้ Tech Ecosystem ของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนให้ก้าวล้ำไปสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

3 มิติการพัฒนาเทคโนโลยีไทย (ที่น่าหยิบมาเล่า)

​1. การพัฒนาร่วมกันระหว่าง “ภาครัฐ-เอกชน-สถาบันวิจัย” (Triple Helix)

  • ประเด็น: เทคโนโลยีไทยยุคนี้ไม่ได้โตแบบต่างคนต่างทำ แต่เกิดจากระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งขึ้น
  • ตัวอย่างมุมมอง: การที่อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ จับมือกับสตาร์ตอัปและกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อดันงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” (จากห้องแล็บออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริง)

​2. การพัฒนาจาก “ปัญหาในประเทศ” สู่นวัตกรรมระดับโลก (Local to Global)

  • ประเด็น: จุดเด่นของการพัฒนาเทคโนโลยีโดยคนไทย คือ “เราเข้าใจ Insight ของคนไทยดีที่สุด” * ตัวอย่างมุมมอง: เราพัฒนาโดรนเกษตรเพราะรู้ว่าเกษตรกรไทยเจอหน้าแล้งและค่าแรงแพง เราพัฒนา AI ภาษาไทยเพราะรู้ว่าโครงสร้างภาษาเรามีความซับซ้อนและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งเมื่อเราแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในประเทศได้ เทคโนโลยีนี้ก็พร้อมจะถูกส่งออกไปขายให้ประเทศที่มีบริบทคล้ายกันทั่วโลก

3. การพัฒนาศักยภาพของ “คน” (Talent Development)

  • ประเด็น: หัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือ “คนไทย”
  • ตัวอย่างมุมมอง: ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่และวิศวกรไทยมีเวทีระดับโลกให้โชว์ฝีมือมากขึ้น มีการส่งเสริมทักษะ Coding, Data Science และ Deep Tech ตั้งแต่มหาวิทยาลัย ทำให้เรามี ‘มันสมอง’ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนประเทศจากเศรษฐกิจพึ่งพาแรงงาน ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy)

เบื้องหลังความท้าทาย: เมื่อ “การพัฒนา” ต้องแลกด้วยการฝ่าด่านหิน

​แม้ว่าเราจะเห็นสัญญาณที่ดีจากนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ก้าวล้ำไปหลายด้าน แต่ในความเป็นจริง เส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ในประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับ “คอขวด” และความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขใน 3 มิติหลัก ดังนี้:

​1. ปัญหาอุปสรรค: ด่านหินทางกฎหมาย และการขาดแคลนมนุษย์ทองคำ (Talent)

  • กฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการทดลองนวัตกรรมใหม่: กฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับของไทยยังก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน (เช่น ข้อจำกัดในกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน หรือ Sharing Economy) ทำให้สตาร์ตอัปจำนวนมากไม่สามารถทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างเต็มที่
  • วิกฤตขาดแคลนแรงงานสาย STEM: รายงานจากสถาบันวิจัยในประเทศระบุชัดเจนว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) อย่างหนัก บัณฑิตที่จบตรงสายยังมีสัดส่วนที่น้อย และจำนวนไม่น้อยถูกดึงตัวไปทำงานในองค์กรต่างชาติหรือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ทำให้สตาร์ตอัปไทยรายย่อยขาดแคลน “มันสมอง” ในการวิจัยพัฒนา

2. เม็ดเงินลงทุน: วิกฤต “เงินทุนฝืด” สำหรับนวัตกรรมระยะเริ่มต้น

  • ความเสี่ยงสูง ระยะคืนทุนนาน: นวัตกรรมประเภท Deep Tech (เช่น หุ่นยนต์การแพทย์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ) ต้องอาศัยการวิจัยในห้องแล็บยาวนานนับสิบปี ซึ่งต่างจากแอปพลิเคชันทั่วไป
  • ช่องว่างของกลุ่มทุน (Funding Gap): ในปัจจุบัน นักลงทุนร่วมทุน (Venture Capital: VC) มีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่มีรายได้หรือกำไรชัดเจนแล้ว (Late-Stage) ส่งผลให้สตาร์ตอัปไทยในระยะเริ่มต้น (Early-Stage) ที่ยังมีเพียงไอเดียและงานวิจัย ขาดแคลนแหล่งเงินทุนอย่างรุนแรง และไม่สามารถเปลี่ยน “งานวิจัยบนหิ้ง” ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์บนห้าง” ได้

​3. การสนับสนุนจากรัฐ: เพิ่มงบประมาณนับแสนล้าน แต่ยังต้องปลดล็อกระบบราชการ

  • การอัดฉีดงบประมาณครั้งใหญ่: ภาครัฐตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 รัฐบาลได้จัดสรรกรอบงบประมาณด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) รวมแล้วกว่า 1.5 – 1.6 แสนล้านบาท โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ: แม้เม็ดเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่ “ระบบการเบิกจ่าย” และข้อกำหนดทุนวิจัยของภาครัฐที่ยังมีความเป็นระบบราชการสูง มีเอกสารซับซ้อน และไม่ยืดหยุ่นพอที่จะตอบรับกับความเร็วของโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทุกวัน รวมถึงกลไกการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (เช่น University Holding Company) ที่เพิ่งเริ่มต้นและยังต้องเร่งผลักดันให้เกิดผลจริงในวงกว้าง

เจาะลึก “การสนับสนุนจากรัฐ”: ความพยายามขับเคลื่อน และโจทย์หินที่ต้องปลดล็อก

​ถ้าเปรียบการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์ “เม็ดเงินและการสนับสนุนจากรัฐ” ก็คือคอยล์จุดระเบิดสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ตอัปและนักวิจัยไทยมีแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ก็ยังมาพร้อมกับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายระบบราชการไทย

​1. การอัดฉีดงบประมาณสู่ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (New S-Curve)

​ภาครัฐผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การให้ทุนวิจัย โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายที่โลกกำลังต้องการ เช่น:

  • เทคโนโลยีความยั่งยืน (Green & Climate Tech): ทุนสนับสนุนการวิจัยพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบจัดการคาร์บอนเครดิต
  • ระบบปัญญาประดิษฐ์และการแพทย์ขั้นสูง: การสนับสนุนทุนผ่านหน่วยงานอย่าง บพข. (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ) เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งาน AI และเทคโนโลยีชีวภาพในเชิงพาณิชย์จริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตีพิมพ์ผลงานวิชาการเหมือนในอดีต

2. แซนด์บ็อกซ์ (Regulatory Sandbox) และมาตรการทางภาษี

​รัฐบาลพยายามสร้าง “พื้นที่ทดลอง” เพื่อทลายกำแพงกฎหมายเก่า ๆ ด้วยการคลอดนโยบายอย่าง Regulatory Sandbox ในหลายภาคส่วน เช่น Sandbox ด้านการแพทย์ และ Sandbox ด้านพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถทดสอบนวัตกรรมล้ำ ๆ ในพื้นที่จำกัดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับบริษัทที่ลงทุนในสตาร์ตอัปไทย (Capital Gains Tax Exemption) เพื่อจูงใจให้กลุ่มทุนใหญ่ในประเทศหันมาลงเม็ดเงินกับ Tech Ecosystem ของไทยมากขึ้น

3. ปลดล็อกข้อจำกัดผ่าน “University Holding Company”

​หนึ่งในความก้าวหน้าครั้งใหญ่คือการที่รัฐอนุญาตให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ของตัวเองได้ นโยบายนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมทุนกับเอกชน นำงานวิจัยล้ำ ๆ ที่เคยอยู่บนหิ้ง ออกมาจดสิทธิบัตรและตั้งเป็นบริษัทสตาร์ตอัปเพื่อทำมาค้าขายได้จริง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกเรื่อง “นักวิจัยทำธุรกิจไม่เป็น และเอกชนเข้าไม่ถึงงานวิจัย”

แต่… อะไรคือ “คอขวด” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การสนับสนุนนี้?

​แม้ว่านโยบายและตัวเลขงบประมาณจะดูสวยหรู แต่ในภาคปฏิบัติ นวัตกรและสตาร์ตอัปไทยยังต้องเจออุปสรรคที่เรียกว่า “กำแพงระบบราชการ”

  • ระเบียบการเบิกจ่ายที่ยืดหยุ่นไม่พอ: โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ แต่ระบบงบครองแผ่นดินของรัฐยังต้องใช้เวลาอนุมัติและมีขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน บางครั้งกว่าทุนจะอนุมัติ เทคโนโลยีนั้นก็ล้าสมัยไปแล้ว
  • กลัวความล้มเหลว (Risk Aversion): ธรรมชาติของการพัฒนา Deep Tech มีโอกาสล้มเหลวสูงถึง 80-90% แต่ระบบตรวจสอบของภาครัฐยังไม่เอื้อต่อความล้มเหลว นักวิจัยหรือข้าราชการที่ดึงเงินรัฐมาใช้จึงมักถูกตั้งคำถามหากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เกิดความกลัว และเลือกสนับสนุนเฉพาะโครงการที่ “เซฟ” แต่อาจจะไม่ว้าวหรือเปลี่ยนโลกได้จริง
  • รัฐยังไม่เปิดใจเป็น “ลูกค้ารายแรก”: สิ่งที่สตาร์ตอัปไทยต้องการที่สุดไม่ใช่แค่เงินทุน แต่คือ “ตลาด” หากหน่วยงานภาครัฐเปิดโอกาสให้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีฝีมือคนไทยชนะการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง (Government Procurement) แทนการซื้อของต่างชาติ มันจะเป็นการรับรองและสร้างความน่าเชื่อถือให้เทคโนโลยีไทยสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ง่ายขึ้นมาก

เจาะลึก “เม็ดเงินลงทุน” ในเทคโนโลยีฝีมือคนไทย: เงินไหลไปไหน และทำไมจึงเกิดภาวะ “ขาดช่วง”?

​ในโลกของการพัฒนาเทคโนโลยี “เงินทุน” คือน้ำเลี้ยงที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับประเทศไทย โครงสร้างเม็ดเงินลงทุนมีความลักลั่นและเจอภาวะคอขวดที่ทำให้นวัตกรไทยขับเคลื่อนได้ยาก โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้:

​1. ภาวะ “เงินทุนฝืด” ในระยะเริ่มต้น (The Early-Stage Funding Gap)

​นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของไทย เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศมักจะกระจุกตัวอยู่ในช่วง Late-Stage (ธุรกิจที่โตจนมีกำไรและต้องการขยายตลาด) แต่ในทางกลับกัน สตาร์ตอัปหรือนักวิจัยที่อยู่ในช่วง Early-Stage (เพิ่งคิดค้นเทคโนโลยี กำลังทำตัวต้นแบบ หรือกำลังทดลองตลาด) กลับหาเงินทุนได้ยากมาก

  • ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) มีความเสี่ยงสูงและใช้เวลาพัฒนาเฉลี่ย 5-10 ปีกว่าจะทำกำไร กลุ่มทุนส่วนใหญ่ในไทย (Corporate Venture Capital หรือ CVC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มทุนใหญ่ (เช่น ธนาคาร, พลังงาน, ค้าปลีก) มักต้องการผลตอบแทนที่เร็วและแน่นอน จึงเลือกที่จะ “ซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศ” มาใช้ มากกว่าจะเอาเงินมา “เสี่ยงเสี่ยงเสี่ยง” กับการวิจัยพัฒนาของคนไทยเอง

2. แหล่งเงินทุนของไทยในปัจจุบันมาจากไหนบ้าง?

​หากแบ่งสัดส่วนและพฤติกรรมการลงทุนในไทย จะพบโครงสร้างหลัก ๆ ดังนี้:

  • Corporate Venture Capital (CVC): ครองสัดส่วนเม็ดเงินสูงสุดในไทย (กว่า 70-80% ของเม็ดเงินลงทุนรวม) เงินกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่จะมาเสริมธุรกิจหลักของแม่ (เช่น FinTech, PropTech, หรือระบบโลจิสติกส์) ทำให้นวัตกรรมด้านอื่น ๆ เช่น เกษตรขั้นสูง สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • นักลงทุนอิสระ (Angel Investors): ในไทยยังมีเครือข่ายนี้ไม่แข็งแรงเมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรืออเมริกา ทำให้นวัตกรขาดเงินก้อนแรก (Seed Funding) ที่จะนำมาตั้งไข่ธุรกิจ
  • ทุนอุดหนุนจากรัฐ: แม้รัฐจะมีทุนให้เปล่า (Grants) ผ่านหน่วยงานอย่าง NIA, TED Fund หรือ บพข. แต่เม็ดเงินมักจะอยู่ที่หลักแสนถึงไม่กี่ล้านบาท ซึ่ง “ไม่เพียงพอ” สำหรับการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ที่ต้องใช้แล็บและเครื่องมือราคาสูง

​3. ปรากฏการณ์ “สมองไหลทางธุรกิจ” (Flocking to Singapore)

​เพราะเม็ดเงินลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในไทยยังมีข้อจำกัด ทำให้เกิดเทรนด์ที่น่าเป็นห่วง คือ “สตาร์ตอัปเทคโนโลยีฝีมือคนไทย แต่ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่สิงคโปร์”

  • ​กลุ่มทุนต่างชาติ (Global VCs) มักมีเงื่อนไขว่า หากสตาร์ตอัปไทยต้องการรับเงินก้อนใหญ่ (ระดับซีรีส์ A ขึ้นไป) จะต้องไปตั้งบริษัทแม่ที่สิงคโปร์ เพื่อความสะดวกด้านกฎหมายและการจัดเก็บภาษี (Capital Gains Tax) ผลที่ตามมาคือ แม้คนไทยจะเป็นคนคิด แต่เม็ดเงิน มูลค่าบริษัท และผลประโยชน์ทางภาษีกลับไปตกอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน