เกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด 2026: ถอดรหัสรัฐบาลใหม่ ฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญและปากท้องสถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด 2026 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อช่วงต้นปี (8 กุมภาพันธ์ 2569) และเวลานี้ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้แกนนำกลุ่มอำนาจเดิมและพันธมิตรขั้วการเมืองกำลังเริ่มต้นขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มตัว ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและการจับตาจากฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน (ปชน.)”
สารบัญ

เจาะลึก 3 ประเด็นร้อนของการเมืองไทย
1. เกมกระชับอำนาจและการเดินหน้า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”
สถานการณ์การเมือง ประเด็นที่ถูกพูดถึงหนาหูที่สุดในหน้า ข่าวการเมืองไทย ขณะนี้ คือทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายมองว่าเป็น “เกมกระชับอำนาจ” ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นร่างแก้ไข แต่กลับถูกตั้งคำถามจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ว่าเป็นร่างที่ล็อกสเปกและขัดกับหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานหรือไม่
นอกจากนี้ กระแสข่าวลือทางการเมืองเกี่ยวกับ “บิ๊กเนม” และเบื้องหลังรัฐพันลึกที่เชื่อมโยงระหว่างบ้านจันทร์ส่องหล้ากับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ยังคงเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
2. นโยบายเศรษฐกิจประชานิยม ดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” สู้ค่าครองชีพ
สถานการณ์การเมือง ในแง่ของการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งคลอดมาตรการด่วนเพื่อลดแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ โดยล่าสุดทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไปแล้วกว่า 23.9 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น SCB EIC และกสิกรไทย ออกมาเตือนว่า แม้เสถียรภาพทางการเมืองจะดูนิ่งขึ้นหลังจัดตั้งรัฐบาล แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “หนี้สาธารณะของไทย” ที่กำลังพุ่งใกล้ชนเพดาน 70% และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังแก้ไม่ตก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องรีบผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงเม็ดเงินมาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ให้ทันท่วงที
3. สมรภูมิท้องถิ่นเดือด: ดีเดย์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 28 มิถุนายน 2569
ไม่ใช่แค่เกมการเมืองระดับประเทศ แต่ สถานการณ์การเมืองไทย 2026 ในระดับท้องถิ่นก็ระอุไม่แพ้กัน ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมายืนยันกรอบเวลาและมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญ โดยเฉพาะไฟสปอตไลต์ที่ส่องไปที่ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่เคาะวันเข้าคูหาดีเดย์ 28 มิถุนายน 2569 นี้
เวลานี้พรรคการเมืองใหญ่ต่างส่งแกนนำลงพื้นที่ปูพรมหาเสียงอย่างคึกคัก เช่น พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เริ่มลุยพื้นที่ย่านสุขุมวิท ชูนโยบายจัดระเบียบกัญชาและระบบรับมือน้ำท่วมกรุง เพื่อทวงคืนพื้นที่เมืองหลวงอีกครั้ง
เจาะลึก “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2569” สรุปร่างภูมิใจไทย ปมตั้ง ส.ส.ร. 100 คน ที่คนไทยต้องรู้!
สถานการณ์การเมือง หลังจากที่ประชาชนคนไทยลงมติ “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปในการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เวลานี้กระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญล่าสุด 2569 ได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิในรัฐสภาอย่างเป็นทางการ โดยมีพรรคการเมืองใหญ่เริ่มขยับเกมและยื่นข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
บทความนี้จะพาไปสรุปสาระสำคัญและไทม์ไลน์ของการแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
สรุปร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2569 ฉบับพรรคภูมิใจไทย
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีม สส. ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาเป็นพรรคแรก โดยมีสาระสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ ดังนี้:
- แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1: เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- โมเดล ส.ส.ร. 100 คน: เสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อทำหน้าที่ร่างกติกาใหม่
- ล็อกสเปก “ห้ามแตะหมวด 1 และหมวด 2”: ยืนยันหลักการชัดเจนว่าจะไม่มีการแก้ไขในหมวดที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของรัฐและหมวดพระมหากษัตริย์
- เซฟโซนทางกฎหมาย: มีการระบุว่า หากร่างผ่านประชามติครั้งที่สองและประกาศใช้แล้ว แม้จะเกิดเหตุการณ์ยุบสภาหรือเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคต ส.ส.ร. ทั้ง 100 คนจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ไม่ถูกเซตซีโร่
มุมมองและข้อสังเกตทางการเมือง: ชวนประชาชนจับตา
นักวิเคราะห์การเมืองเริ่มออกมาเตือนให้ภาคประชาชนติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพราะแม้ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลจะชูนโยบาย “พูดแล้วทำ” รีบยื่นร่างแก้ไข แต่ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน) และนักวิชาการบางกลุ่ม ว่าต้องเปิดกว้างให้กติกาในการเลือกตั้ง ส.ส.ร. มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่การออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มขั้วอำนาจเดิมคุมเบ็ดเสร็จ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการเซตระเบียบอำนาจใหม่ที่จะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและสังคมไทยไปอีกนับทศวรรษ
ทำไมถึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ?
สถานการณ์การเมือง การขับเคลื่อนเพื่อ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” (โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ใช้กันมานาน) จนนำมาสู่กระบวนการจัดทำฉบับใหม่ในปี 2569 นี้ มีเหตุผลและที่มาหลัก ๆ 4 ด้าน ซึ่งสะท้อนความจำเป็นทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
1. ปัญหาเรื่อง “ความเป็นประชาธิปไตย” และที่มาของอำนาจ
รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่ “ขาดความยึดโยงกับประชาชน” เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และมีการวางกลไกสืบทอดอำนาจ เช่น:
- ที่มาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ที่หลายฝ่ายมองว่ากติกาเอื้อให้เกิดการคัดเลือกจากกลุ่มขั้วอำนาจเดิม ทำให้ขาดความสมดุลในระบบตรวจสอบถ่วงดุล
- การจำกัดอำนาจพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน: กติกาเดิมทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารงานได้ยาก และเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคหรือถอดถอนได้ง่ายเกินไป
2. รัฐธรรมนูญกลายเป็นอุปสรรคต่อ “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”
นักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับเดิมมีบทบัญญัติที่แข็งตัวเกินไป โดยเฉพาะเรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และระเบียบราชการที่ซับซ้อน
- ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กติกาที่แข็งตัวนี้กลายเป็น “โซ่ตรวน” ที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถออกนโยบายที่ยืดหยุ่น ทันการณ์ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. “ความขัดแย้งข้ามรุ่น” และบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
สังคมไทยในปี 2569 แตกต่างจากปี 2560 อย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนต้องการกติกาที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายมากขึ้น เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
- รัฐธรรมนูญฉบับเดิมถูกมองว่าเป็นวิธีคิดของคนรุ่นเก่าที่ต้องการ “แช่แข็ง” ประเทศ ทำให้เพดานทางสังคมไม่ตอบโจทย์ความฝันและวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน การแก้ไขจึงเป็นทางออกเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างกติกาที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน
4. กลไก “ปราบโกง” ที่ไม่ได้ผลจริงและตัดสิทธิประชาชน
แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 จะถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” แต่ในความเป็นจริง กลับพบปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกตั้งคำถามว่าสองมาตรฐาน ซ้ำร้ายกติกาเดิมยังไป ลดทอนสิทธิของภาคประชาชนในการเข้าถึงและตรวจสอบภาครัฐ ทำให้กลไกการสร้างความโปร่งใสใช้การไม่ได้จริง
เศรษฐกิจไทยล่าสุดในปี พ.ศ. 2569
1. อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)
ตัวเลขประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกมองว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน
- กระทรวงการคลัง และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย: คาดการณ์ว่า GDP ทั้งปีจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.2% – 1.6% เท่านั้น
- สศช. (สภาพัฒน์): รายงานว่าในไตรมาสที่ 1/2569 เศรษฐกิจโตได้ราว 2.8% ซึ่งถือว่าเร่งตัวขึ้นจากปลายปีที่แล้ว แต่ภาพรวมทั้งปียังคงต้องเจอแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก
- IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ): ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ลงเหลือ 1.5% ซึ่งเป็นระดับที่เติบโตต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
2. เครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อน (จุดแข็ง)
- ภาคการส่งออกสินค้า: ถือเป็นพระเอกหลักของปีนี้ ขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเทคโนโลยี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก) รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร
- การลงทุนภาคเอกชน: เริ่มเห็นการลงทุนจริง (เม็ดเงินไหลเข้า) จากกลุ่มทุนต่างประเทศที่เคยเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะโรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และกลุ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์
3. ปัญหาและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง (จุดอ่อน)
- สงครามและความผันผวนของราคาพลังงาน: สถานการณ์ตึงเครียดในต่างประเทศ (เช่น แถบตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ) ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนและดันให้ อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงขึ้น (คาดว่าแตะระดับ 3.4%)
- กำลังซื้อระดับฐานรากชะลอตัว: ปัญหา “หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง” และรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ภาคการท่องเที่ยวในบางพื้นเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย และกลุ่ม SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น
- พื้นที่ทางการคลังจำกัด: ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ราว ๆ 65% ซึ่งขยับใกล้เพดานกฎหมายที่ 70% ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “แจกเงิน” ขนาดใหญ่ได้ยากขึ้น เพราะต้องรักษาเสถียรภาพและวินัยทางการคลังเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศโดนหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
4. ทิศทางนโยบายรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ย
ในแง่มาตรการรัฐบาล ปัจจุบันได้หันมาใช้ “นโยบายการคลังเฉพาะจุด” มากขึ้น เช่น มาตรการกระตุ้นระยะสั้นอย่าง โครงการคนละครึ่ง Plus การช่วยแก้หนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการค้ำประกันสินเชื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการ
ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ภายในช่วงกลางปีนี้ เพื่อช่วยลดความตึงตัวทางการเงินและแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
ผลกระทบต่อปากท้องประชาชน
สถานการณ์การเมืองเมื่อพูดถึง “ผลกระทบต่อปากท้องประชาชน” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่เติบโตแบบชะลอตัว (GDP โตประมาณ 1.5%) และการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าและวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. วิกฤตค่าครองชีพ: รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายพุ่งสูง (Stagflation ส่วนบุคคล)
- ราคาน้ำมันและพลังงานผันผวน: ผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในต่างประเทศ ดันให้อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภค แก๊สหุงต้ม และค่าไฟขยับตัวขึ้นตามต้นทุนขนส่ง
- ราคาอาหารจานด่วนและวัตถุดิบ: พ่อค้าแม่ค้าจำเป็นต้องปรับราคาอาหารตามสั่งและสินค้าในตลาดขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ต่อวันของพนักงานออฟฟิศและแรงงานรับจ้างสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ฐานเงินเดือนส่วนใหญ่ยังคงเท่าเดิม
2. กับดัก “หนี้ครัวเรือน” และการเข้าถึงสินเชื่่อยากขึ้น
- ภาระหนี้สินรุมเร้า: หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง (ทะลุ 90% ของ GDP) ประชาชนจำนวนมากมีภาระต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้บัตรเครดิต ทำให้เหลือเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน้อยลง
- แบงก์เข้มงวดการปล่อยกู้: ธนาคารและสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ส่งผลให้ประชาชนที่ขาดสภาพคล่องหมุนเงินไม่ทัน และบางส่วนต้องหันไปพึ่งพา “หนี้นอกระบบ” ที่ดอกเบี้ยโหดร้ายกว่าเดิม
3. กลุ่มเปราะบาง และ SMEs กระทบหนักที่สุด
- ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs): ยอดขายลดลงเนื่องจากคนไม่มีกำลังซื้อ แต่ต้นทุนหน้าร้าน ค่าเช่า และค่าแรงยังคงอยู่ ทำให้หลายร้านต้องปิดตัวลงหรือลดจำนวนพนักงาน
- กลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย: ต้องเผชิญกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (ผลกระทบต่อเนื่องจากเอลนีโญ/ลานีญา) ที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้า ซ้ำเติมด้วยราคาปุ๋ยและยาที่แพงขึ้น

5 แนวทางการปรับตัวของคนไทยในยุค “ของแพง ค่าแรงจำกัด”
1. ปฏิวัติบัญชีรายรับ-รายจ่าย (Financial Audit)
ยุคนี้การรู้แค่ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ไม่พอ แต่ต้องรู้ว่าเงินไหลออกไปกับอะไรบ้าง
- Micro-Expenses: ตรวจสอบ “รายจ่ายแฝง” ที่เรามักมองข้าม เช่น ค่าบริการแอปพลิเคชันรายเดือน (Streaming/Apps) ที่ไม่ได้ใช้งาน, ค่ากาแฟสดราคาแพง หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
- กฎ 50/30/20: แบ่งสัดส่วนเงินให้ชัดเจน คือ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าบ้าน ค่าเดินทาง อาหารหลัก), 30% สำหรับความต้องการส่วนตัว และ 20% สำหรับเงินออมหรือสำรองฉุกเฉิน
2. ชะลอการสร้าง “หนี้ก้อนใหม่” ที่ไม่ก่อรายได้
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยรายย่อยยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง การก่อหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิตโดยไม่จำเป็นจะกลายเป็นดินพอกหางหมู
หากมีหนี้เดิมอยู่แล้ว ให้โฟกัสที่การ “โปะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน” (เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบ) หรือติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ
เลี่ยงการผ่อนสินค้าฟุ่มเฟือยด้วยระบบ “0% 10 เดือน” หากประเมินแล้วว่าสภาพคล่องในแต่ละเดือนตึงตัวเกินไป
3. เพิ่มทักษะสร้างรายได้เสริม (Reskilling & Upskilling)
การพึ่งพารายได้จากงานประจำช่องทางเดียวมีความเสี่ยงสูงเกินไปในยุคเศรษฐกิจผันผวน
- มองหาโอกาสจาก Digital Platforms: ใช้ทักษะที่มีในการรับงานฟรีแลนซ์, ทำ Affiliate Marketing (นายหน้าออนไลน์), หรือการสร้างคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ลงทุนต่ำแต่มีโอกาสสร้างรายได้เสริม
- เรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรง: คนที่ใช้ AI ช่วยทำงาน (เช่น ช่วยเขียนบทความ, ช่วยออกแบบ, ช่วยวางแผนธุรกิจ) จะมีความสามารถในการแข่งขันและทำงานได้เสร็จเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสรับงานได้มากกว่าเดิม
4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค (Smart Consumer)
ฉลาดเลือก ฉลาดซื้อ เพื่อเซฟเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุด
- วางแผนมื้ออาหาร: ลดการสั่งอาหารเดลิเวอรีที่มีค่าบริการและบวกราคาเพิ่ม หันมาวางแผนซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดมาทำอาหารทานเองในบางมื้อ
- เปรียบเทียบราคาและใช้สิทธิ์รัฐ: เช็กโปรโมชัน คูปองส่วนลด หรือมาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพจากภาครัฐอย่างคุ้มค่าก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่
5. สร้าง “เงินสำรองฉุกเฉิน” เท่าที่ทำได้
เป้าหมายขั้นต่ำคือควรมีเงินสดสำรองสำหรับใช้จ่ายอย่างน้อย 3 – 6 เดือน ของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย การซ่อมแซมสิ่งของจำเป็น หรือกรณีว่างงานกะทันหัน โดยเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูงเพื่อให้เงินทำงานไปด้วย

